สายตาเอียง (Astigmatism)
เป็นภาวะที่แสงไม่สามารถโฟกัสรวมเป็นจุดเดียวบนจอประสาทตาในแต่ละแกนของลูกตาได้ ทำให้เกิดจุดโฟกัสมากกว่าหนึ่งจุด ส่งผลให้การมองเห็นไม่คมชัดทั้งในระยะใกล้และระยะไกล บางครั้งผู้ที่มีสายตาเอียงอาจมองเห็นภาพซ้อนในตาข้างเดียว (Monocular diplopia) หรือเห็นคล้ายเงาซ้อน (Shadow หรือ ghosting) ได้
นอกจากนี้ ยังมีโรคทางตาบางชนิดที่อาจทำให้เกิดค่าสายตาเอียงร่วมด้วย เช่น ต้อเนื้อ (Pterygium) หรือ กระจกตาโป่ง Keratoconus ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่มีผลต่อรูปร่างและความโค้งของกระจกตา ทำให้การหักเหของแสงเปลี่ยนแปลงไป
อาการของสายตาเอียงที่พบได้บ่อย
● มองเห็นภาพไม่คมชัด
● เห็นภาพซ้อน หรือมีเงาซ้อน
● มองเห็นแสงไฟแตก โดยเฉพาะเวลาขับรถตอนกลางคืน
เมื่อพูดถึงเรื่องสายตาเอียงแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้เข้ารับบริการจำนวนไม่น้อยมีความกังวลต่อการใส่ค่าสายตาเอียง เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีจากการใส่แว่น เช่น รู้สึกว่าพื้นลอย ปวดศีรษะ ตึงตา ปรับตัวไม่ได้ หรือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว
ท้ายที่สุด หลายคนจึงเลือกที่จะลดความชัดลงโดยการตัดค่าสายตาเอียงออกจากแว่น เพื่อให้รู้สึกสบายตาในการใช้งานมากขึ้น
คำถามคือ วิธีการดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ ?
คำตอบอาจต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่า ค่าสายตาเอียงที่ใส่ตั้งแต่แรกนั้นถูกต้องแล้วหรือยัง และมีการประเมินร่วมกับอาการ (Chief Complaint) ที่ผู้เข้ารับบริการแจ้งมาหรือไม่ เพราะในรายละเอียดของการจ่ายค่าสายตาเอียงให้ประสบความสำเร็จนั้น มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณาร่วมกัน
สิ่งสำคัญคือ สายตาเอียงไม่ได้มีเพียง “ตัวเลขกำลังเลนส์” เหมือนกับสายตาสั้นหรือสายตายาวทั่วไป แต่ยังมีอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญเพิ่มเข้ามา นั่นคือ “องศา” หรือ “มุม” (Axis) ดังนั้น ปัจจัยสำคัญในการจ่ายค่าสายตาเอียงจึงประกอบด้วย
1. ค่ากำลังของสายตาเอียง (Cylinder Power)
2. ค่าองศาของสายตาเอียง (Axis)
3. การประเมินค่าสายตาและแกนองศาที่ควรจ่ายให้เหมาะสม
การจ่ายแว่นที่ดีไม่ใช่เพียงการอ่านค่าจากเครื่องมือเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการประเมินร่วมกับอาการ การใช้งาน และการตอบสนองของผู้สวมใส่
เมื่อพูดถึงสายตาเอียง หลายครั้งเรามักอธิบายเฉพาะเรื่องกำลังของค่าสายตาเอียง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “Axis” หรือแกนองศา เป็นอีกหนึ่งค่าที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้แว่นตาหนึ่งตัวสามารถแก้ไขการมองเห็นได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์
สายตาเอียงของมนุษย์สามารถมีแกนองศาได้ตั้งแต่ 1 ถึง 180 องศา ด้วยเหตุนี้ การตรวจวัดสายตาเอียงจึงเป็นกระบวนการที่มีมากกว่าหนึ่งขั้นตอน และต้องอาศัยความละเอียดค่อนข้างสูง
หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำถามระหว่างการตรวจสายตาว่า
“1 หรือ 2 ชัดกว่ากัน”
คำถามลักษณะนี้เป็นหนึ่งในขั้นตอนของการหาค่ากำลังและแกนองศาของสายตาเอียง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการหมุนเลนส์ไปมาเท่านั้น แต่เป็นการไล่ระดับความละเอียดของการหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุด
ในผู้ที่มีค่าสายตาเอียงค่อนข้างสูง การวัดแกนองศาที่คลาดเคลื่อนไปเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลให้แว่นตาที่ตัดออกมาไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่สามารถใช้งานได้เลย
ในบทความนี้ จึงขอกล่าวถึงชนิดของสายตาเอียงที่จำแนกตามแนวแกนความโค้งของกระจกตา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการจ่ายแว่นสายตาเอียงค่อนข้างมาก โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้
1. With-the-rule astigmatism
หมายถึง ภาวะสายตาเอียงที่กระจกตามีความโค้งมากกว่าในแนวตั้ง (Vertical meridian)
ในใบสั่งแว่น ค่าของแกนองศามักจะอยู่ใกล้ 180 องศา และเป็นรูปแบบที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในคนอายุน้อย
2. Against-the-rule astigmatism
หมายถึง ภาวะสายตาเอียงที่กระจกตามีความโค้งมากกว่าในแนวนอน (Horizontal meridian)
ในใบสั่งแว่น ค่าของแกนองศามักจะอยู่ใกล้ 90 องศา
ลักษณะนี้มักพบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากรูปร่างของกระจกตาอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หลายคนจึงเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาเอียงลักษณะนี้ระหว่างการตรวจวัดสายตาเป็นประจำ
3. Oblique astigmatism
หมายถึง ภาวะสายตาเอียงที่แนวโค้งมากที่สุดของกระจกตาอยู่ในแนวเฉียง ไม่ได้อยู่ในแนวตั้งหรือแนวนอน
โดยแกนหลักของกระจกตามักอยู่ประมาณ 30–60 องศา หรือ 120–150 องศา
ลักษณะของสายตาเอียงชนิดนี้ อาจทำให้บางคนรู้สึกถึงอาการทางการมองเห็นได้ชัดเจนมากกว่า และในช่วงแรกของการใส่แว่น อาจต้องใช้เวลาปรับตัวกับการแก้ไขสายตามากกว่าเช่นกัน
รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกจ่ายแว่นสายตาเอียง รวมถึงการให้ความรู้และคำแนะนำเบื้องต้นแก่ผู้เข้ารับบริการ มากกว่าการรอให้ผู้สวมใส่รับแว่นไปแล้วจึงบอกเพียงว่า “ต้องปรับตัว” สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการอธิบายว่า ผู้สวมใส่ต้องปรับตัวกับอะไร
เพราะรายละเอียดของแกนองศาสายตาเอียงในแต่ละทิศทาง ก็มีผลต่อการปรับตัวในการใส่แว่นเช่นกัน
บางครั้งผู้ที่มีค่าสายตาเอียงไม่มาก แต่แกนองศาอยู่ในแนวเฉียง อาจต้องใช้เวลาปรับตัวมากกว่าผู้ที่มีค่าสายตาเอียงสูงกว่า แต่แกนองศาอยู่ในแนวตั้งหรือแนวนอน
ดังนั้น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าความกังวลต่อการใส่ค่าสายตาเอียง คือการได้รับการตรวจวัดและประเมินค่าสายตาอย่างถูกต้องเหมาะสม รวมถึงการทำความเข้าใจว่า หากไม่ใส่ค่าสายตาเอียงเลย จะส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นอย่างไรในระยะยาว


บทความโดย อนิสรา ขอมั่งกลาง, O.D.นามิ นักทัศนมาตรร้านแว่นตา Glassisimo
แหล่งอ้างอิง
- ศ.นพ.สบง ศรีวรรณบูรณ์. ความรู้พื้นฐานทางจักษุวิทยา. สำนักพิมพ์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- Refocus Eye Health. With-the-Rule,Against-the-Rule, and Oblique Astigmatism. เข้าถึงจาก https://windsor.refocuseyedoctors.com/article/how-different-types-of-astigmatism-affect-your-eyesight/.