Central Retinal Artery Occlusion (CRAO) หรือ โรคหลอดเลือดแดงจอตาอุดตัน เป็นภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลไปเลี้ยงจอประสาทตาได้ ทำให้เซลล์รับภาพขาดออกซิเจนอย่างเฉียบพลัน ปัจจุบัน CRAO ถูกจัดว่าเป็น Eye stroke หรือโรคหลอดเลือดของดวงตา และถือเป็น ภาวะฉุกเฉินทางจักษุ (Ocular Emergency) ที่ต้องได้รับการประเมินและรักษาอย่างเร่งด่วน
อาการของ CRAO
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- การมองเห็น ลดลงอย่างเฉียบพลัน
- ภาพดับทันที ภายในไม่กี่วินาที
- มักเกิด เพียงข้างเดียว
- ไม่มีอาการปวดตา
ผู้ป่วยบางรายอาจเคยมีอาการ ตามัวหรือภาพดับชั่วคราว แล้วกลับมาเป็นปกติภายในไม่กี่นาทีก่อนเกิด CRAO ซึ่งเรียกว่า Amaurosis fugax อาการนี้อาจเป็น สัญญาณเตือนก่อนเกิดการอุดตันของหลอดเลือดจอตา
CRAO เกี่ยวข้องกับ Stroke ของสมอง
มีการศึกษาพบว่า ผู้ป่วย CRAO มีโอกาสพบ Brain stroke ร่วมด้วยได้ประมาณ 30% และในบางรายอาจ ไม่มีอาการทางระบบประสาทชัดเจน
ดังนั้นผู้ป่วย CRAO จึงควรได้รับการประเมิน ระบบหลอดเลือดสมองและหัวใจร่วมด้วย
สัญญาณเตือน Stroke (BE FAST)
อาการของ stroke สามารถจำได้ง่ายด้วยคำว่า BE FAST
B – Balance
สูญเสียการทรงตัวอย่างเฉียบพลัน
E – Eye
การมองเห็นผิดปกติหรือภาพดับทันที
F – Face
ใบหน้าเบี้ยว มุมปากตก
A – Arm
แขนหรือขาอ่อนแรง
S – Speech
พูดไม่ชัด หรือพูดลำบาก
T – Time
หากมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
เวลา คือปัจจัยสำคัญที่สุด
จอประสาทตาเป็นเนื้อเยื่อที่ไวต่อการขาดเลือดอย่างมาก มีการทดลองใน Rhesus monkey พบว่าการขาดเลือดเพียงประมาณ 90 นาที สามารถทำให้เซลล์รับภาพของจอตาเกิดความเสียหายถาวรได้
ดังนั้นการวินิจฉัยและรักษา ให้เร็วที่สุด จึงมีความสำคัญอย่างมาก
สาเหตุของ CRAO
สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- เบาหวาน
- การสูบบุหรี่
ลิ่มเลือดหรือเศษไขมัน โดยเฉพาะ cholesterol emboli อาจหลุดไปอุดตันที่ central retinal artery ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงจอประสาทตาได้
สาเหตุอื่นที่พบได้ เช่น
- หลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis)
- โรคทางภูมิคุ้มกันบางชนิด
แนวทางการรักษา CRAO
ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาที่สามารถรับประกันการฟื้นตัวของการมองเห็นได้ 100% อย่างไรก็ตาม มีวิธีการรักษาที่อาจช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวของจอประสาทตา ได้แก่
1. การลดความดันภายในลูกตา
มีเป้าหมายเพื่อ เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงจอประสาทตาวิธีที่ใช้ เช่น
- ยารับประทาน Acetazolamide
- ยาหยอดตาลดความดันตา
- Glycerine
ในบางกรณีอาจทำ Anterior chamber paracentesis เพื่อระบายน้ำในช่องหน้าม่านตาและลดความดันลูกตาอย่างรวดเร็ว
2. Ocular Massage
การกดนวดลูกตาอาจช่วยให้ ลิ่มเลือดที่อุดตันหลุดออก (dislodge) และไหลไปยังหลอดเลือดแขนงที่เล็กลง
3. Carbogen Therapy
การหายใจรับก๊าซ 95% Oxygen และ 5% Carbon dioxide เพื่อเพิ่มระดับออกซิเจนในกระแสเลือด
4. Hyperbaric Oxygen Therapy
การรักษาโดยเข้า ห้องออกซิเจนแรงดันสูง (Hyperbaric Oxygen Chamber) เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจนในเนื้อเยื่อจอประสาทตา
5. การใช้ยา rtPA (Recombinant Tissue Plasminogen Activator)
rtPA เป็น ยาละลายลิ่มเลือด สามารถให้ได้ 2 วิธี
- Intravenous rtPA ให้ยาทางหลอดเลือดดำ พิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการ ไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง หลักการรักษาคล้ายกับ acute ischemic stroke
- Intra-arterial rtPA ให้ยาทางหลอดเลือดแดง พิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการ ภายในประมาณ 6–12 ชั่วโมง แพทย์จะทำการ ใส่สายสวนผ่านหลอดเลือดแดง ไปยัง ophthalmic artery ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่ให้แขนงเป็น central retinal artery แล้วฉีดยา rtPA เพื่อสลายลิ่มเลือดโดยตรง
ควรพบจักษุแพทย์เมื่อใด
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควร ไปโรงพยาบาลทันที
- ตามัวหรือมองไม่เห็น อย่างเฉียบพลัน
- ภาพดับทันที
- สูญเสียการมองเห็นข้างเดียวโดยไม่ทราบสาเหตุ
การได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของการมองเห็น